bangkok

กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ในรถที่พึงสังเกต

  • ธ.ค. 04, 2015
  • 1096 ผู้เข้าชม

รถยนต์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ซึ่งกว่าจะได้มาต้องศึกษารายละเอียดมาเป็นอย่างดี และยังได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงได้พบปัญหาตามมามากมายพร้อมกับวิธีรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จำเป็น หลายปีมานี้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกด้วยอายุรถของเราที่เก่าไปตามกาลเวลา แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่ใช่ว่าต้องรอให้รถมีอายุการใช้งานนานจึงจะเกิดปัญหาขึ้น ที่จริงแล้วบางทีปัญหาต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยก็เป็นได้

ดังนั้นก่อนที่เราจะต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านั้น ลองมาอ่านสัญญาณบอกเหตุถึงปัญหาที่เราไม่เคยรู้มาก่อนพร้อมกับหนทางแก้ไข ดังนี้

 

255dc4377517ccbd3b1a9cd60d8615b9

 

  1. กลิ่นน้ำมันร้อน

การทำงานของน้ำมันก็เปรียบเสมือนกับอวัยวะส่วนไตของกลไกเครื่องยนต์ในรถยนต์ทุกคัน เมื่อมองไปข้างหน้าจะเห็นว่ากลิ่นที่ผลิตมาจากระบบปล่อยไอเสียหรือปล่อยจากส่วนเกินจากการเผาไหม้ในการขับขี่มีสาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องคิดหนัก

เมื่อมองลึกลงไปด้วยความรอบคอบแล้วจะพบว่าตัวแทนจำหน่ายรถยนต์รวมถึงอู่ซ่อมรถก็อาจไม่ได้ซื่อสัตย์กับลูกค้ามากเท่าไรนัก โดยอาจขายเครื่องยนต์ที่ไม่ดีมาให้ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่งดงาม ในการหาจุดรั่ว เราต้องสังเกตที่ใต้ท้องรถ/พื้นเมื่อเราจอดรถ เพราะนั่นจะทำให้เรารู้ได้ว่าน้ำมันผิดปกติหรือไม่ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนตามมาได้ นอกจากนั้นเมื่อคุณได้กลิ่นไหม้ คุณจำต้องตรวจสอบบริเวณกระโปรงหน้า โดยต้องสวมใส่หน้ากากเวลาตรวจเช็คบริเวณเครื่องยนต์ทั้งหมดรวมถึงใต้ท้องรถด้วย

  1. กลิ่นไข่เน่า

หัวข้อนี้อาจทำให้คุณสับสนได้ ใช่หรือไม่ แต่ลองอ่านดูก่อน ไข่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไข่ไก่ แต่หมายถึงกลิ่นที่จะชี้ให้เห็นปัญหาการทำงานของอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ควบคุมการปล่อยพลังงานที่หยุดทำงานไปด้วยเหตุผลทางเทคนิคบางประการ เครื่องยนต์ที่มีปัญหาอาจส่งผลกระทบต่ออินเวอร์เตอร์ตัวนี้จนเกิดความเสียหายหรือใช้งานไม่ได้ จนทำให้รถเสียหายได้

  1. กลิ่นพรมไหม้

คำว่ากลิ่นทำให้เราคิดถึงแต่แง่ลบและเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ แล้วถ้าคุณประสบปัญหานั้นในรถของคุณล่ะ ฟังดูอาจน่ากลัว แต่ถ้าเราทำความเข้าใจให้ดีก็จะสามารถหาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะอธิบายอะไรต่อไป ก่อนอื่นขอเล่าถึงเรื่องกลิ่นพรมไหม้ก่อน

กลิ่นพรมไหม้ หมายถึง กลิ่นที่คล้ายกับกลิ่นของพรมหรือพลาสติกที่เกิดมาจากระบบควบคุมเบรก ดังนั้นการแก้ปัญหานี้จึงควรเช็ครอยรั่วที่อาจเกิดขึ้นจากกระบอกสูบหลัก สิ่งสำคัญก็คือถ้าเราละเลยปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปหลังจากรับรู้ปัญหาแล้ว อาจทำให้ต้องจ่ายค่าซ่อมราคาแพงมากก็เป็นได้ เพราะยิ่งปล่อยไว้นานปัญหาก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้น

  1. กลิ่นยางไหม้

ในที่นี้กลิ่นยางไหม้ หมายถึง กลิ่นที่มาจากสายพานหลุดหรือเลื่อนจากท่อยางที่ยึดไว้ ซึ่งอาจส่งผลถึงตัวยางที่ติดกับล้อขับสายพานได้

นอกจากนี้ความตึงของสายพานเปล่าอาจทำให้เกิดการสึกหรอจากการใส่ไม่ถูกต้องหรืออาจทำให้สายพานสึกเร็วขึ้น รถยนต์ที่ใช้มาเป็นระยะเวลานานมากนั้นควรต้องศึกษาเรื่องท่อดูดที่อยู่ในส่วนเครื่องยนต์ด้วย ตามที่ได้บอกไว้ก่อนหน้าแล้วเกี่ยวกับการทดสอบสายที่ต้องมองการณ์ไกลว่าเครื่องยนต์ต้องวิ่งจากอุณหภูมิสูงไปหาต่ำเพื่อให้วิ่งได้ในทุกกรณี

  1. กลิ่นน้ำมัน

น้ำมันรั่วเป็นสัญญาณที่ไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง และไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้เกิดปัญหากลิ่นน้ำมันดิบรั่วออกมา โดยเกิดจากสายน้ำมันที่เสียหาย หัวฉีดน้ำมันคุณภาพต่ำ หรือถังน้ำมันแตก/รั่ว เราจะได้กลิ่นนี้เมื่อสายไปแล้วและไม่มีโอกาสแก้ไขได้เลยเพราะว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก กลิ่นน้ำมันแม้เพียงนิดเดียวก็อาจเกิดไฟไหม้ได้เลยทีเดียว จึงควรโทรเรียกบริการช่วยเหลือซ่อมรถยนต์โดยทันทีเพราะมิฉะนั้นอาจเกิดไฟลุกไหม้ในวงกว้างได้

  1. กลิ่นน้ำเชื่อม

คำว่ากลิ่น “น้ำเชื่อม” ฟังดูไม่น่าใหญ่โตอะไร แต่ในที่นี้คำว่า “น้ำเชื่อม” หมายถึงอาการกระตุกของรถยนต์ที่เกิดจากการที่สารหล่อเย็นเครื่องยนต์ไหลออกจากระบบหล่อเย็น เราควรระมัดระวังให้ดีและไม่ควรปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่กำลังร้อนจัด

เราควรอ่านคู่มือรถยนต์รวมถึงบทความฉบับนี้ไว้เพราะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเราได้เมื่อเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งอาจช่วยให้หลีกเลี่ยงจากการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุร้ายแรงได้

หุ้น

รถยนต์ กระแสรถ

  • เป็นที่นิยม
  • ล่าสุด
  • ล่าสุด
  • การเปรียบเทียบ